วันนี้เราจะพามารู้จักและไขข้อสงสัยเกี่ยวกับต่อมทอนซิลอักเสบกันค่ะ สำหรับใครหลายๆคนแล้วคงเคยเจอปัญหานี้กันอยู่บ่อยๆ วันนี้เราเลยจะพาทุกคนมารู้สาเหตุ อาการและวิธีการรักษาที่ถูกต้องกันเลยดีกว่าค่ะ จะได้นำไปปฎิบัติได้อย่างถูกต้องและไม่เป็นอีก ไปชมพร้อมกันได้เลยค่ะ

ต่อมทอนซิลอักเสบ
ต่อมทอนซิลอักเสบ (ภาษาอังกฤษ: Tonsillitis) สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงอายุ แต่พบในเด็กมากกว่าวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เป็นการอักเสบของต่อมทอนซิลคู่ซ้ายและขวา หรือ Palatine tonsil ซึ่งอยู่ 2 ข้าง ซ้ายและขวาของผนังในลำคอใกล้กับโคนลิ้น

Palatine tonsil เป็นเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่อยู่ด้านข้างของช่องคอ การถ่ายเทน้ำเหลืองจะไหลไปสู่ต่อมน้ำเหลืองที่คอ ดังนั้นเมื่อมีการอักเสบของต่อมทอนซิลจึงทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ มีอาการบวม และกดเจ็บ ต่อมทอนซิลจะมีแขนงของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 9 มาเลี้ยงซึ่งเส้นประสาทนี้จะไปเลี้ยงที่หู ดังนั้นเมื่อมีต่อมทอนซิลอักเสบจึงมีอาการปวดร้าวไปที่หูด้วย ในทางการแพทย์จะจัดให้โรคต่อมทอนซิลอักเสบอยู่รวมกับโรคลำคออักเสบ เนื่องจากมักจะมีอาการอักเสบเพราะการติดเชื้อที่ลำคอเสมอ

ต่อมทอนซิลคืออะไร

ต่อมทอนซิลเป็นต่อมที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อยู่ในกลุ่มของเนื้อเยื่อประเภทน้ำเหลือง ซึ่งสามารถพบได้หลายตำแหน่ง โดยตำแหน่งแรกสามารถเห็นได้ชัดเจนบริเวณด้านข้างของช่องปาก นอกจากนี้ยังพบได้ที่บริเวณโคนลิ้น และในช่องของโพรงจมูก

หน้าที่ของต่อมทอนซิล

ต่อมทอนซิลซึ่งเป็นด่านแรกของร่างกายที่ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค ภายในต่อมทอนซิลมีเม็ดเลือดขาวอยู่หลากหลายชนิด ดังนั้นหน้าที่หลักของต่อมคือป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินอาหารได้ หน้าที่รองลงมาของต่อมทอนซิลคือสร้างภูมิคุ้มกันให้ทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ต่อมทอนซิลเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่มีความสำคัญมากนัก เมื่อตัดออกไปแล้วก็ยังมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณอื่นที่สามารถทำหน้าที่แทนได้สาเหตุของการเกิดต่อมทอนซิลอักเสบ ต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่อมทอนซิลอักเสบกว่า 70 – 80% นั้นมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสเป็นส่วนใหญ่ และสาเหตุอื่นคือการติดเชื้อแบคทีเรีย

ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ Beta hemolytic streptococcus group A, Hemophilus influenza และ Staphylococcus aureus อาจพบว่าเกิดจากเชื้อไวรัส เช่น Adeno virus, Ebstein-Barr virus เป็นต้น ในรายที่มีการอักเสบเรื้อรังมักเกิดตามหลังการอักเสบติดเชื้อของอวัยละข้างเคียง เช่น ไซนัสอักเสบ ฟันผุ เป็นต้น

โดยตัวเชื้อทั้งหมดนั้นอาจจะอยู่ในน้ำลาย เสมหะ อากาศที่หายใจเข้าไป การสัมผัสกับเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ตามจุดต่างๆรอบตัวแล้วนำมือหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่โดนเชื้อมาสัมผัสปากหรือจมูก รวมไปถึงการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำจากภาชนะเดียวกันกับผู้ติดเชื้อ ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลได้

โดยสรุปแล้วต่อมทอนซิลอักเสบสามารถเกิดจากเชื้อโรคได้ทั้ง 3 ชนิดแตกต่างกันออกไป ดังนี้

เชื้อไวรัส เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มอะดีโนไวรัส (Adenovirus) และกลุ่มอินฟลูเอนซา (Influenza) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับที่ก่อให้เกิดโรคหวัดชนิดธรรมดาและโรคไข้หวัดใหญ่ การติดเชื้อไวรัสเหล่านี้มักพบได้มากกว่าการติดเชื้อชนิดอื่น ๆ ถึง 70 – 80% ของโรคต่อมทอนซิลอักเสบทั้งหมด เชื้อแบคทีเรีย มักจะเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดสเตรปกลุ่มเอ (Group A beta hemolytic streptococcus) หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า “สเตรปโธรท” (Strep throat) เชื้อรา มักจะพบในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส HIV เป็นต้น

อาการของต่อมทอนซิลอักเสบ

1 อาการของต่อมทอนซิลอักเสบ
เจ็บคอ อาการที่สังเกตเห็นได้ชัดและพบบ่อยก็คือ รู้สึกเจ็บคอเวลากลืนอาหารหรือดื่มน้ำ มีกลิ่นปากไม่พึงประสงค์ กลืนอาหารลำบากเพราะมีอาการเจ็บคอร่วมด้วยและจะเจ็บอย่างมากตอนกลืนอาหาร อาจมีเสียงเปลี่ยนไปเนื่องจากต่อมทอนซิลโต มีน้ำลายมากเนื่องจากมีอาการเจ็บคอมากทำให้มีการเคลื่อนไหวเพดานอ่อนและลิ้นได้น้อยลงและกลืนน้ำลายไม่ค่อยได้

ปวดหู มีอาการปวดร้าวไปที่หู ซึ่งเกิดจากการอักเสบที่ลำคอ ซึ่งมีผลต่อการอักเสบของหูด้วยเช่นกัน เพราะต่อมทอนซิลเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อถึงกันด้วยท่อจากลำคอถึงหูชั้นกลางนั่นเอง

มีไข้ ปวดตัว อาจจะมีไข้สูงหรือไข้ต่ำที่ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรค อ่อนเพลีย อาจคัดจมูก มีน้ำมูกใสแต่ไม่มากนัก ถ้าเป็นเชื้อไวรัสจะมีไข้สูงมากกว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว

ต่อมทอนซิลบวม ต่อมทอนซิลเมื่อเกิดอาการอักเสบก็จะมีขนาดโตขึ้นทั้งสองข้าง มีอาการอักเสบบวมแดง อาจจะมีของเหลวสีเหลืองคล้ายหนองปกคลุมหรือเป็นหนองกระจายอยู่ทั่วไป เมื่อกดที่บริเวณคอตรงกับตำแหน่งของต่อมทอนซิลจะรู้สึกเจ็บ สำหรับการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่วนต่อมน้ำเหลืองที่ด้านหน้าลำคอส่วนบนจะโตทั้งสองข้าง สามารถคลำได้และรู้สึกเจ็บ แต่ถ้าเป็นเชื้อไวรัสจะเป็นต่อมน้ำเหลืองที่ด้านหลังลำคอบริเวณใกล้กกหู ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย

2. อาการของต่อมทอนซิลอักเสบเรื้องรัง
ในรายที่มีการอักเสบเรื้อรังอาการเจ็บคอจะเป็นๆ หายๆ และเจ็บไม่มาก และมีไข้ต่ำๆ จากการตรวจจะพบต่อมทอนซิลบวม แดง และมีหนองติดอยู่ในหลืบของต่อม บางรายอาจพบต่อมทอนซิลแดงเพียงอย่างเดียว รายที่เป็นเรื้อรังจะพบต่อมทอนซิลแดงไม่มาก อาจพบต่อมทอนซิลโตมากจนมีปัญหาในการกลืนการติดต่อของต่อมทอนซิลอักเสบ โรคต่อมทอนซิลอักเสบสามารถติดต่อกันได้เหมือนกับโรคหวัดธรรมดาและโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมาจากการสัมผัสเชื้อโรคจากผู้ป่วยที่มีเชื้อเหล่านี้อยู่ในตัว เช่น ลมหายใจ การไอ การจาม การสัมผัสสารคัดหลั่งน้ำมูกหรือน้ำลายของผู้ป่วย รวมถึงการใช้สิ่งของร่วมกันที่สามารถสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยได้ เช่น ช้อน แก้วน้ำ และผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น โดยมีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 2 – 4 วัน แต่ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรียสเตรปโธรทจะมีระยะฟักตัวสั้นเพียง 12 ชั่วโมง ควรหยุดทำงานหรือหยุดเรียนเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่อย่างน้อย 1 วัน และเป็นการป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น ถ้ามีไข้ให้รับประทานยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอล ดื่มน้ำเปล่ามากๆ แล้วแยกของใช้ส่วนตัวจากผู้อื่น โดยเฉพาะช้อนส้อมและแก้วน้ำ

ขอบคุณที่มา  honestdocs

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here